กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากอะไร อันตรายไหม มีวิธีรักษาอย่างไร?
- Saonanon Content

- 21 ต.ค.
- ยาว 3 นาที
Key Takeaway
อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือภาวะที่กล้ามเนื้อตาไม่สามารถทำงานได้ ทำให้เปลือกตาตกหรือลืมตาได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ตาปรือ มองเห็นไม่ชัด และเสียบุคลิกภาพ
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากภาวะหย่อนของกล้ามเนื้อจากอายุที่เพิ่มขึ้น การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรค Myasthenia Gravis และการทำตาสองชั้นที่ผิดพลาด
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิต เช่น ทำให้มองเห็นไม่ชัด ตาล้า และเสียบุคลิกภาพ
วิธีรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีตั้งแต่การใช้ยาเพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกัน หรือเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการผ่าตัดปรับแต่งกล้ามเนื้อ หรือใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยยกเปลือกตา ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ
เคยไหม? มองกระจกแล้วรู้สึกว่าตาข้างหนึ่งดูตกกว่าปกติ เหมือนง่วงทั้งวันทั้งที่นอนเต็มอิ่ม เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ปัญหาตาไม่เท่ากันธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ ‘กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง’ เกิดจากโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด อายุมากขึ้น พฤติกรรมส่วนตัว การทำตาสองชั้น กล้ามเนื้อลีเวเตอร์บาดเจ็บ อุบัติเหตุ หรือโรค Myasthenia Gravis ส่งผลต่อการเปิดตาและการมองเห็น
แต่ทุกวันนี้การรักษาด้วยศัลยกรรมทำได้อย่างปลอดภัย หากดำเนินการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง รวมถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อฟื้นการมองเห็นและความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันต่อไป

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากอะไร?
โรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นภาวะที่ขอบล่างของเปลือกตาบนอยู่ต่ำกว่าตำแหน่งปกติ หรือลงมาปิดตาดำมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งเกิดจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด และกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดขึ้นในภายหลัง
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยกำเนิดเกิดจากกล้ามเนื้อตาถูกสร้างโดยมีไขมันแทรกแทนมัดกล้ามเนื้อ ทำให้เด็กที่เกิดมาจะมีลักษณะตาปรือ เปิดตาได้น้อย อาจเกิดทั้งสองข้าง หรือข้างเดียวจนเห็นชัดว่าตาไม่เท่ากัน หาก ปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ ซึ่งกระทบต่อพัฒนาการด้านการมองเห็นได้ สาเหตุของโรคนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ดังนั้น หากพบอาการตั้งแต่เด็กๆ ควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาให้เร็วที่สุด

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในภายหลัง
สาเหตุกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดภายหลังอาจเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำตาสองชั้นที่ผิดพลาด กล้ามเนื้อลีเวเตอร์บาดเจ็บหรือฉีกขาด อุบัติเหตุ หรือภาวะโรค Myasthenia Gravis ดังนี้
อายุมากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น การเปิด - ปิดหนังตาซ้ำๆ ตลอดหลายปีทำให้กล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Aponeurosis) และเนื้อเยื่อรอบดวงตาเสื่อมหรือยืดหย่อนลงตามวัย จนหลุดออกจากจุดเกาะของชั้นตาง่ายขึ้น ส่งผลให้หนังตาค่อยๆ ตกลงมาอย่างช้าๆ หนังตาตกลงมาปิดตาดำมากขึ้น ส่งผลให้การยกตาลดลงจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซึ่งอาจบดบังการมองเห็นและทำให้ต้องใช้แรงมากขึ้นในการลืมตา
ซึ่งต่างจากกรณีที่เกิดจากอัมพาตของเส้นประสาทที่ควบคุมการเปิดตา เพราะภาวะนั้นจะเกิดขึ้นรวดเร็วและมักมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าร่วมด้วย หากพบอาการอ่อนแรงแบบฉับพลันควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรามีผลต่อสุขภาพตามากกว่าที่คิด กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าและเปลือกตาตกเร็วกว่าปกติ ขณะที่การใส่คอนแท็กต์เลนส์นานๆ หรือขยี้ตาบ่อยๆ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอหรืออดนอนเป็นประจำ ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนล้า เกิดอาการตาปรือหรือเปลือกตาตกง่ายขึ้น ส่วนคนที่มีภูมิแพ้หรือดวงตาอักเสบเรื้อรัง มักมีอาการเปลือกตาบวมซ้ำๆ ซึ่งหากเป็นต่อเนื่องนานๆ อาจส่งผลต่อโครงสร้างของกล้ามเนื้อตาในระยะยาวได้ การดูแลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดพักสายตาเป็นระยะ ใช้แสงสว่างที่เหมาะสม และไม่ขยี้ตาแรงเกินไป จะช่วยป้องกันภาวะนี้ได้กว่าแค่ประคองอาการไปวันๆ
การทำตาสองชั้นผิดพลาด
ใครๆ ก็อยากทำตาสองชั้นเพื่อให้ดวงตาดูสวย แต่ถ้าแพทย์ไม่มีประสบการณ์หรือวิธีผ่าตัดผิดพลาด ก็อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ เพราะในขั้นตอนผ่าตัดอาจทำให้กล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการยกเปลือกตาเสียหาย ถูกตัดหรือฉีกขาดเล็กน้อย ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานไม่เต็มที่ จนหนังตาตกลงมาปิดดวงตา บางรายอาจลืมตาได้ไม่เต็มที่หรือรู้สึกหนักตา
นอกจากนี้ กระบวนการผ่าตัดที่ผิดพลาด หรือสูงเกินไป ยังส่งผลให้เนื้อเยื่อรอบดวงตาเกิดการอักเสบหรือเกิดพังผืด ทำให้กล้ามเนื้อยึดติดและเคลื่อนไหวน้อยลง หรือเกิดจากภาวะหนังตาอ่อนแรงตั้งแต่แรก แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยให้ดีก่อนศัลยกรรม ก่อนจะทำตาสองชั้นจึงต้องระมัดระวังให้ดี เลือกคลินิกที่แพทย์มีประสบการณ์ และได้มาตรฐาน เพราะอาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างไม่คาดคิดเลยทีเดียว
กล้ามเนื้อลีเวเตอร์บาดเจ็บหรือฉีกขาด
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากการบาดเจ็บหรือฉีกขาดของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ (Levator) หรือกล้ามเนื้อมัดบนรูปสามเหลี่ยมเหนือเบ้าตา คือสาเหตุกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เพราะกล้ามเนื้อนี้เป็นตัวช่วยยกเปลือกตาบนให้ลืมตาได้ปกติ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้เสียหาย ไม่ว่าจะมาจากอุบัติเหตุ การขยี้ตาหรือการผ่าตัดผิดพลาด กล้ามเนื้อจะไม่สามารถหดตัวหรือออกแรงได้ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้หนังตาตกลดลงมาบังตาดำ ทำให้ลืมตาได้ไม่เต็มที่หรือรู้สึกหนักตา
นอกจากนี้ การบาดเจ็บอาจทำให้เกิดพังผืดหรือยึดติดในเนื้อเยื่อรอบๆ กล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลีเวเตอร์ถูกจำกัด ภาวะนี้จึงทำให้เกิดตาปรือและเปลือกตาตก ที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพและการมองเห็น
อุบัติเหตุ
อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนบริเวณศีรษะและดวงตาอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ เกิดขึ้นเมื่อดวงตาหรือบริเวณรอบๆ ได้รับการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การล้มศีรษะฟาด หรือบาดเจ็บจากกิจกรรมต่างๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตาหรือเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเสียหายโดยตรง ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานไม่เต็มที่จนเกิดภาวะหนังตาตก นอกจากนั้น หากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 ถูกกระทบหรือเสียหาย ก็จะทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อลดลง ลืมตาไม่เต็มที่ และมองเห็นผิดปกติได้
โรค Myasthenia Gravis
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากโรค Myasthenia Gravis (MG) เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย สร้างแอนติบอดีชนิดหนึ่งขึ้นมาทำลายหรือยับยั้งตัวรับสารสื่อประสาทอะซีทิลโคลีน (Acetylcholine, ACh) ในรอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถรับสัญญาณจากเส้นประสาทได้ตามปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานอ่อนแรงลง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตา
อาจทำให้เกิดหนังตาตก มองเห็นภาพซ้อน หรือตาปรือได้ ในบางรายอาการอาจลุกลามไปยังกล้ามเนื้อบริเวณอื่น ทำให้มีปัญหาในการพูด กลืน และหายใจ โรคนี้มักมีอาการเป็นช่วงๆ รุนแรงขึ้นเมื่อใช้กล้ามเนื้อมาก หรือในช่วงเย็นหลังเหนื่อยล้า และดีขึ้นเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า โรค MG จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบเรื้อรัง ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องเพื่อควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
สังเกตอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
เวลาที่กล้ามเนื้อตาไม่แข็งแรง หรือทำงานผิดปกติ จะทำให้หนังตาตกและมีผลต่อการมองเห็น รวมถึงบุคลิกภาพด้วย การสังเกตอาการตั้งแต่แรกเริ่มจะช่วยให้รักษาได้ทันท่วงที ลองมาดูอาการหลักๆ ที่บอกว่ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงกัน!
ถ้าเปลือกตาบนตกลงมาบังตาดำมากกว่า 2 มิลลิเมตร จะทำให้ตาดูปรือเหมือนง่วงนอน แม้จะพยายามลืมตาเต็มที่แล้วก็ตาม
หากชั้นตาไม่เท่ากัน ข้างที่ตกมักจะมีชั้นตาหนาจากไขมันกดทับ
คนที่มีหนังตาตกทั้งสองข้างมักจะมีเบ้าตาลึกกว่าปกติ และพบว่าต้องเลิกคิ้วหรือย่นหน้าผากเพื่อช่วยยกเปลือกตา
ในบางรายอาจต้องเงยหน้าขึ้นบ่อยๆ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น เพราะหนังตาตกบังการมองเห็น
เมื่อสังเกตในกระจก ดวงตาที่เป็นหนังตาตกจะมองเห็นตาดำเล็กกว่าปกติหรือถูกบดบังบางส่วน

ระดับความรุนแรงอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
ระดับความรุนแรงของอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถแบ่งได้ดังนี้
ระดับเล็กน้อย เปลือกตาตกเล็กน้อย แต่ยังลืมตาได้ปกติ อาการไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นมาก ยังใช้ชีวิตได้สะดวกโดยไม่มีปัญหา
ระดับปานกลาง เปลือกตาตกชัดเจนขึ้น คลุมตาดำบางส่วน อาจเริ่มมีอาการมองเห็นไม่ชัดหรือเห็นภาพซ้อน โดยเฉพาะเมื่อใช้งานสายตานานๆ
ระดับรุนแรง เปลือกตาตกมากจนปิดบังการมองเห็น ทำให้ต้องใช้แรงช่วยจากการโก่งคิ้วหรือเงยหน้าขึ้นเพื่อมองเห็นให้ชัด อาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในบริเวณอื่นร่วมด้วย
ระดับรุนแรงมาก กล้ามเนื้อตาแทบทำงานไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถลืมตาเองได้ และเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น Myasthenia Gravis ซึ่งถ้าไม่ดูแลอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอันตรายไหม? ส่งผลกระทบอย่างไร
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไม่ใช่ภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตโดยตรง แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพดวงตาและคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจทำให้เกิดปัญหาการมองเห็นและส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพได้ดังนี้
หนังตาตกทำให้มองเห็นไม่ชัด หรือบางครั้งบังการมองเห็นจนต้องเงยหน้าหรือโก่งคิ้วช่วยยกตา
ทำให้ตาดูปรือเหมือนคนง่วงนอน ดูอิดโรย หน้าดูโทรม แก่กว่าวัย ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ
อาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาเมื่อใช้สายตามาก ทำให้มองเห็นภาพซ้อนหรือพร่ามัวได้
การลืมตาลำบากอาจมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สายตา
ในบางรายที่มีโรคประสาทร่วม เช่น Myasthenia Gravis อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน
หากปัญหาเกิดจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด อาจเสี่ยงเป็นตาขี้เกียจและพัฒนาการมองเห็นที่ล่าช้า

วิธีรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
การรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ซึ่งมีตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการผ่าตัดที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของกล้ามเนื้อตาอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้กลับมามั่นใจอีกครั้ง
1. รักษาด้วยยา
การรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงด้วยยาใช้ในกรณีที่เกิดจากโรคทางระบบประสาทหรือภูมิคุ้มกัน เช่น โรค Myasthenia Gravis โดยแพทย์จะจ่ายยาช่วยเพิ่มสารสื่อประสาทและลดการทำลายของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานได้ดีขึ้น ยาที่ใช้รักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค หากเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันจะใช้ยาที่ช่วยปรับการทำงานของภูมิคุ้มกันเพื่อลดการทำลายกล้ามเนื้อ และยาเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อตาทำงานได้ดีขึ้น
ในบางกรณีที่มีกระบวนการอักเสบหรือภาวะอื่นร่วมด้วย อาจมีการใช้ยาลดการอักเสบหรือยาบรรเทาอาการที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อตา การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ยาที่นิยมใช้รักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ได้แก่ Pyridostigmine ช่วยเพิ่มสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อ รวมถึงยากดภูมิคุ้มกันในกรณีที่โรคมีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ
2. การศัลยกรรม
การผ่าตัดรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงช่วยเปิดตาดำให้เห็นชัดเจนขึ้น ลดการตกของเปลือกตาที่ทำให้มองเห็นลำบาก รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาตาปรือหรือตาดูง่วง ส่งผลให้ดวงตาดูสดใส เป็นธรรมชาติ และช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการเลิกหน้าผากหรือเงยหน้าซึ่งเป็นผลจากความพยายามยกเปลือกตาเอง ทำให้ลดรอยย่นบริเวณหน้าผากอีกด้วย การผ่าตัดจะออกแบบให้อิงตามความรุนแรงและสาเหตุของอาการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม
เทคนิคการผ่าตัด
ผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อเปิดตาแบบแผลด้านใน (Mullerectomy) ตัดแต่งกล้ามเนื้อที่ติดกับเยื่อบุตาขาวด้านในโดยไม่ต้องกรีดผิวหนังด้านนอก ทำให้ไม่มีแผลเป็นภายนอกและบวมน้อยกว่า เหมาะกับคนที่มีอาการกล้ามเนื้อตาตกไม่มาก เป็นกรณีที่ต้องการปรับระดับการลืมตาขึ้นเล็กน้อย (ประมาณ 1 - 3 มม.) ข้อดีคือฟื้นตัวเร็ว ชั้นตาที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ และผลข้างเคียงน้อย
ผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อเปิดตาแบบแผลด้านนอกที่แผลชั้นตา (Levator Surgery) กรีดผิวหนังด้านนอกที่ชั้นตาเพื่อเปิดกล้ามเนื้อยกเปลือกตาและปรับความตึงของกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลืมตาได้มากกว่าแบบแผลใน เหมาะกับกรณีที่กล้ามเนื้อตาตกชัดหรือคนที่เคยผ่าตัดมาก่อนและต้องการแก้ไข ชั้นตาที่ได้ชัดเจนและคงทน แต่บวมช้ำและต้องใช้เวลาพักฟื้นมากกว่า
ผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อเปิดตา ใช้แรงดึงจากกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis Sling) ใช้ในกรณีที่กล้ามเนื้อตาไม่สามารถทำงานได้เลย เช่น พบในผู้ป่วยตั้งแต่กำเนิด แพทย์จะใช้เอ็นหรือวัสดุสังเคราะห์เชื่อมต่อเปลือกตากับกล้ามเนื้อหน้าผาก เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยดึงเปลือกตาขึ้นแทน ข้อดีคือแก้ไขปัญหาได้แม้กล้ามเนื้อตาไม่มีแรง และวัสดุที่เลือกใช้ปลอดภัยและอยู่ได้นาน เหมาะสำหรับเคสที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากหรือไม่มีแรงลืมตา
การประเมินก่อนผ่าตัด
แจ้งข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดกับแพทย์ ทั้งโรคประจำตัว การแพ้ยา การใช้ยาปัจจุบัน และประวัติการผ่าตัด
ประเมินระดับความรุนแรงของกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ด้วยการตรวจวัดระยะเปลือกตา เช่น MRD-1 และทดสอบการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา
ตรวจสอบสภาพผิวหนังและเนื้อเยื่อรอบดวงตา เพื่อวางแผนผ่าตัดและประเมินความเหมาะสม
ตรวจระบบประสาทและสุขภาพตาร่วม เช่น การตรวจกลอกตา และทดสอบพิเศษถ้าจำเป็น เช่น Tensilon Test
วางแผนการดมยาสลบหรือยาชาตามสภาพร่างกาย โดยพิจารณาโรคประจำตัวและความเสี่ยงต่างๆ
แนะนำการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด เช่น การงดยาบางชนิด การงดอาหาร และการดูแลผิวหนังบริเวณเปลือกตา
ให้คำแนะนำและสอบถามความเข้าใจ เกี่ยวกับขั้นตอนผ่าตัด ผลข้างเคียง และการดูแลหลังผ่าตัด เพื่อความพร้อมของผู้ป่วย
วิธีปฏิบัติตัวก่อนผ่าตัด
งดกินยาหรืออาหารเสริมที่ลดการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี คอลลาเจน น้ำมันตับปลา รวมทั้งยาลดน้ำหนัก สมุนไพรทุกชนิดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
กรณีต่อขนตา ควรถอดขนตาออกก่อนเข้ารับผ่าตัด
งดการติดสติกเกอร์ตาสองชั้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์
งดใส่คอนแท็กต์เลนส์หลังผ่าตัด 3 - 4 สัปดาห์
หากมีอาการไอ หรือท้องผูกมากๆ ควรแจ้งทางคลินิกล่วงหน้าประมาณ 3 วัน
แจ้งประวัติการรักษากับแพทย์ล่วงหน้า หากเคยเข้ารับการผ่าตัดและการแพ้ยาทุกประเภท
หากเกิดอาการตาผิดปกติก่อนผ่าตัด เช่น ตาแดง บวม อักเสบ ให้จักษุแพทย์ประเมินก่อน
ขั้นตอนการผ่าตัด
การแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เรียกว่า ‘ผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อเปิดตา’ เป็นการผ่าตัดที่ไม่ใช่ทำตาสองชั้นปกติ แนวที่ผ่าจะลึกถึงกล้ามเนื้อเปลือกตาด้านใน เพื่อดึงกล้ามเนื้อเปิดตาให้ทำงานได้ระยะเปิดมากขึ้น ทำให้เปิดตาได้ดีขึ้น
แพทย์ลงแผลบริเวณชั้นตาของคนไข้ ซ่อนไว้ใต้หนังตาเพื่อไม่ให้มองเห็นแผลหลังผ่าตัด หรือเลือกลงแผลด้านในเปลือกตา ไม่มีแผลที่ผิวหนัง หรือลงแผลเหนือคิ้วในรายที่เป็นมากๆ อาจต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากมาช่วยเปิดตา วิธีการจะแตกต่างกันในแต่ละเคส
ระหว่างการผ่าตัดแพทย์จะประเมินว่าส่วนใดที่จำเป็นต้องเอาออกบ้าง เช่น บริเวณหนังตา หากมีส่วนเกินก็ตัดออกไปพร้อมกันได้ โดยเฉพาะคนที่หนังตาอูมหรือชั้นตาหนา กรณีมีพังผืดจากการผ่าตัดเดิม ต้องตัดพังผืดแผลเป็นออกไปด้วย ใช้เวลาผ่าตัดข้างละประมาณ 20 - 30 นาที
เป็นการผ่าตัดเล็กจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนอนโรงพยาบาล คนไข้สามารถกลับบ้านได้เลยหลังเข้ารับบริการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่ากลับบ้านได้
วิธีปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด
หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำ
ประคบเย็นตลอดเวลาช่วง 3 วันแรก ต่อด้วยการประคบอุ่นเช้า - เย็นจนตัดไหม
กินยาตามที่แพทย์สั่ง แล้วทำแผลโดยใช้ยาป้ายเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
งดใช้สายตาช่วง 2 - 3 วันแรก รวมถึงการขับรถเองเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
งดออกกำลังกาย ยกของหนัก หรือใช้แรงมากเกินไปจนกว่าจะตัดไหม
สำหรับยา หรืออาหารเสริมที่จะเริ่มกินหลังผ่าตัด สามารถสอบถามแพทย์ได้เป็นกรณีไป
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ จนกว่าแผลจะหายดี
ผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงกับผ่าตัดตาสองชั้น ต่างกันอย่างไร?
การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงและการผ่าตัดตาสองชั้นแม้จะทำบริเวณเดียวกันคือเปลือกตาบน แต่มีจุดประสงค์และวิธีการที่แตกต่างกัน การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเน้นแก้ไขกล้ามเนื้อยกเปลือกตาที่อ่อนแรง เพิ่มแรงดึงเปลือกตาให้ลืมตาได้เต็มที่และทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้น เป็นการรักษาทางการแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อตา ส่วนการผ่าตัดตาสองชั้นเป็นการศัลยกรรมตกแต่งที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างชั้นตาที่สวยงาม เพิ่มความสวยงามและปรับรูปทรงของเปลือกตาให้ดูมีมิติมากขึ้น โดยไม่ได้เน้นที่การแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นหลัก
การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมักทำควบคู่กับการทำตาสองชั้นในคนไข้ที่อยากฟื้นฟูการทำงานและความสวยงาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในแง่การมองเห็นและภาพลักษณ์ ถ้าผ่าตัดทำตาสองชั้นโดยไม่แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง อาจทำให้เกิดปัญหาตาปรือชัดขึ้นหรือชั้นตาไม่เท่ากัน และทำให้ต้องใช้แรงกล้ามเนื้อมากขึ้นจนรู้สึกเหนื่อยตา

ศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เศาณานนท์คลินิก (Saonanon) ดีอย่างไร
รศ.พญ.เปรมจิต เศาณานนท์ จักษุแพทย์ (จักษุตกแต่งและเสริมสร้าง) แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดเปลือกตา ทั้งเพื่อความสวยงามและการรักษาโรค
แพทย์ได้รับการยอมรับทั้งด้านความเชี่ยวชาญทางวิชาการและฝีมือการผ่าตัดในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในการแก้ไขตาสองชั้นจากการศัลยกรรม ถุงใต้ตา และหนังตาเกินในผู้สูงอายุ
มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนการรักษาจะดำเนินไปอย่างประณีต และได้มาตรฐาน ราคาสมเหตุสมผล พร้อมมีรีวิวเทียบให้ดูความต่างระหว่างก่อนทำและหลังทำ
คลินิกให้ความสำคัญกับผลลัพธ์และความพึงพอใจของผู้รับบริการเป็นหลัก มากกว่ามุ่งหวังผลกำไร จึงสามารถมั่นใจได้ว่าทุกคำแนะนำและการดูแลที่ได้รับ จะถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์และความเหมาะสมสำหรับคุณเสมอ
สรุป
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากพันธุกรรม โรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด การใช้สายตาหนัก พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หรืออุบัติเหตุ หากปล่อยไว้นานอาจกระทบต่อการมองเห็นและความมั่นใจในชีวิตประจำวัน การตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์จึงสำคัญ เพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด การดูแลสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงจะช่วยป้องกันภาวะนี้ได้ในระยะยาวด้วย
ศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่ Saonanon Clinic เพื่อผลลัพธ์ตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ เน้นบริการที่โปร่งใสและวางแผนรักษาอย่างละเอียด เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย มีเทคนิคผ่าตัดที่ครบครัน ทั้งการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตา พร้อมบริการเสริมจมูกและโครงหน้า ครบจบในที่เดียว ด้วยมาตรฐานการดูแลที่ดี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (FAQ)
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหายเองได้ไหม?
โดยทั่วไปกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไม่หายเองโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้าเกิดจากการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อหรือความผิดปกติทางระบบประสาท แต่ถ้าเป็นจากพฤติกรรมใช้สายตาหนักเกินไป อาจจะหายได้หากปรับพฤติกรรม และควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับคำแนะนำที่เหมาะสม
แก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงกี่วันหาย?
ระยะเวลาหลังการรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะแตกต่างกันขึ้นกับวิธีที่รักษา เช่น การผ่าตัดอาจใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ ให้อาการบวมช้ำลดลงและเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อตาเพื่อฟื้นฟูจะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 สัปดาห์ จึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง
หลังรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
หลังการรักษา เช่น การผ่าตัด แม้จะช่วยให้ตายกขึ้นและกลับมาดูสดใสได้ แต่ในบางกรณี โดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง อาจมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ จึงควรได้รับการติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์






ความคิดเห็น