top of page

สายตาพร่ามัวเกิดจากอะไร อาการตาพร่ามัวในผู้สูงอายุ และวิธีการแก้ไข

ปัญหาสายตาพร่ามัวเป็นปัญหาที่ส่งผลกับการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง โดยสายตาพร่ามัวเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของค่าสายตา โรคดวงตา ผลกระทบจากโรคอื่น และภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็น บทความนี้จะพาไปดูว่าอาการสายตาพร่ามัว สาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาสายตาพร่ามัวทำได้อย่างไร ไปดูกันเลย


สายตาพร่ามัว คืออะไร

สายตาพร่ามัว คืออะไร

ปัญหาสายตาพร่ามัว คือภาวะที่สายตามองเห็นไม่ชัดเจน ภาพทับซ้อน เลือนราง เบลอเหมือนหมอกบังสายตาอยู่ตลอดเวลา ตาไม่สู้แสง แยกแยะสีที่เห็นได้ลำบากมากขึ้น และความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดลง โดยปัญหาสายตาพร่ามัวอาจขึ้นกับตาเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้ นอกจากนั้นยังอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

โดยปัญหาสายตาพร่ามัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยและเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งหากมีอาการแต่ไม่รีบรักษาจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน นำไปสู่การเป็นโรคทางสายตา และสูญเสียการมองเห็นในที่สุด  


สายตาพร่ามัว เกิดจากสาเหตุใดบ้าง

สายตาพร่ามัว เกิดจากสาเหตุใดบ้าง

สายตาพร่ามัวเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยทางด้านสายตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น และภาวะอื่นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็น แต่สามารถแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความผิดปกติของค่าสายตา โรคที่เกี่ยวข้องดวงตา และภาวะอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการสายตาพร่ามัว ซึ่งแต่ละสาเหตุมีรายละเอียดดังต่อไปนี้  

สายตาพร่ามัวจากค่าสายตาผิดปกติ

สายตาพร่ามัวเกิดจากค่าสายตาที่ผิดปกติหรือ Refractive error จะมีลักษณะอาการสายตาพร่ามัวจะขึ้นอยู่กับค่าสายตา โดยแต่ละแบบจะส่งผลต่อการมองเห็นดังนี้  

  • สายตาสั้น (Myopia) เป็นสาเหตุสายตาผิดปกติที่พบมากที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะลูกตายาวกว่าปกติ แต่มีบ้างที่เกิดจากภาวะกระจกตาโค้งมากกว่าปกติ ส่งผลให้มองเห็นวัตถุที่อยู่ระยะไกลไม่ชัด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่สวมแว่นตาช่วยเพิ่มการมองเห็น ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าและเกิดปัญหาตาพร่าตามมา

  • สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Hyperopia) เกิดจากภาวะกระจกตาแบนหรือดวงตาสั้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้มองเห็นวัตถุในระยะใกล้ไม่ชัดเจน มองเห็นได้ในระยะไกล และหากไม่สวมแว่นตาทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าและสายตาพร่ามัวได้เช่นกัน

  • สายตายาวจากปัญหาอายุที่มากขึ้น (Presbyopia) เป็นสายตาพร่ามัวเกิดจากอายุเพิ่มขึ้น เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นบริเวณเลนส์ตาจะแข็ง กระจกตาและวุ้นในตาเสื่อม ทำให้สายตามองเห็นได้ไม่ชัด และประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง สำหรับสายตาพร่ามัวเกิดจากปัญหาอายุมากขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุ 40 ขึ้นไป

  • สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากภาวะตากระจกโค้งผิดปกติ กระจกตาโค้งไม่สม่ำเสมอ หรือรูปทรงกระจกตาผิดปกติ โดยนอกจากจะปัญหาตาพร่าแล้วปัญหาสายตาเอียงยังมีอาการเห็นภาพซ้อนภาพเบลอ แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการปวดรอบกระบอกตาร่วมด้วย

สายตาพร่ามัวจากโรคทางตา

สายตาพร่ามัวเกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาและเส้นประสาทตา อาการสายตาพร่ามัวเป็นผลข้างเคียงจากภาวะโรค ซึ่งแต่ละโรคจะส่งผลต่อการมองเห็น ดังนี้

  • โรคต้อกระจก (Cataract)  เกิดเยื่อบางขึ้นบนดวงตาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีนที่บริเวณกระจกตา ส่งผลให้ขัดขวางการมองเห็นลดลง ตาพร่า และเห็นภาพซ้อน

  • โรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และสารเคมี ทำให้ดวงตาเกิดการอักเสบและต้องระยายสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดปัญหาตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตา และตาพร่า

  • โรคเส้นประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis) เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทตา ทำให้การนำสัญญาณสื่อประสาทผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการสายตาพร่ามัวแบบเฉียบพลัน กลอกตาแล้วเจ็บเบ้าตา และประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง โดยส่วนมากเกิดขึ้นกับดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง

  • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ocular Myasthenia Gravis) เกิดจากความผิดปกติของเปลือกตา ยกเปลือกตาได้ไม่เต็มที่ หรือเปลือกตาหย่อนคล้อยบังตาดำ  ทำให้แสงกระทบกระจกตาลดลง เห็นภาพซ้อน ตาพร่า และเบลอกว่าปกติ

สายตาพร่ามัวจากโรค และภาวะอื่นๆ

นอกจากโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาและเส้นประสาทตาโดยตรงแล้ว ปัญหาสายตาพร่ามัวเกิดจากโรคและอื่นๆ ได้ด้วย เช่น

  • โรคไมเกรน (Migraine) หรือภาวะปวดศีรษะจากภาวะหลอดเลือกแดงในสมองคลายตัวแบบฉับพลัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงแล้ว ยังส่งผลให้ปวดกระบอกตาและเห็นภาพไม่ชัดขณะมีอาการด้วย

  • โรคเบาหวาน (Diabetes) สายตาพร่ามัวเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จนกระทั่งหลอดเลือดที่จอตาได้รับความเสียหายเกิดเป็นจุดบนดวงตา เรียกว่าภาวะเบาหวานขึ้นตา แต่ในกรณีที่ปล่อยให้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypo) และไปหล่อเลี้ยงดวงตาน้อยลง ทำให้ดวงตาขาดเลือดเห็นภาพผิดปกติ ตาพร่า และนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ในภายหลัง

  • ไซนัส (Sinus) หรือภาวะโพรงอากาศบริเวณจมูกติดเชื้อ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำมูกภายในโพรงจมูก ซึ่งสายตาพร่ามัวเกิดจากอาการอักเสบลุกลามไปยังเยื่อบุตา ส่งผลให้มีอาการสายตาพร่ามัว ตาแดง ปวดกระบวกตา กลอกตาไม่เต็มที่ หรือรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้เช่นกัน

  • ปัญหาตาแห้ง (Dry eyes) เกิดจากขาดน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ทำให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้นและเกิดปัญหาตาพร่า และสายตามองไม่ชัด  แต่อย่างไรก็ตามปัญหาตาแห้งสามารถบรรเทาอาการได้ โดยลดการจ้องมองอะไรเป็นเวลานานๆ และเพิ่มความชุ่มชื่นด้วยน้ำตาเทียม

  • การตั้งครรภ์ มาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ร่างกายสะสมน้ำและเกิดปัญหาตาบวม ส่งให้สายตามองไม่ชัดและ ตาพร่า นอกจากนั้นยังเกิดได้จากกรณีภาวะครรภ์เป็นพิษจากความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ด้วย

  • กล้ามเนื้อเปลือดตาอ่อนแรง เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้หนังตาหย่อนคล้อย เปลือกตาไม่สามารถยกได้เหมือนปกติ บดบังวิสัยทัศน์ มองเห็นได้ไม่ชัด

  • ภาวะอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ การทำเลสิค หรือการสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน

ลักษณะของอาการสายตาพร่ามัว

ลักษณะอาการสายตาพร่ามัวไม่ว่าปัญหาสายตาพร่ามัวเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม โดยทั่วไปแล้วจะแสดงอาการโดยทั่วไปที่สังเกตได้ชัดเจน ดังต่อไปนี้

  • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาสั้น เช่นจากสายตาสั้น 100 เพิ่มขึ้นเป็น 500 ในเวลาไม่กี่เดือน 

  • ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง มองใกล้หรือมองไกลไม่ชัดเจน คุณภาพของสิ่งที่เห็นไม่ชัด เบลอ ลอย เกิดภาพซ้อน ระดับสีจางลงกว่าปกติ แยกแยะสีได้น้อยลง 

  • มีปัญหาตาแห้งระคายเคืองตาง่าย หรือมีน้ำตามากผิดปกติจนตาแฉะ และมีขี้ตามากกว่าปกติ


สายตาพร่ามัวแบบไหนที่ต้องเข้าพบแพทย์แบบฉุกเฉิน

สายตาพร่ามัวแบบไหนที่ต้องเข้าพบแพทย์แบบฉุกเฉิน

เมื่อมีอาการสายตาพร่ามัวทั่วไปในเบื้องต้นควรเข้ารับการวินิจฉัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินอาการและหารักษาเพื่อลดปัญหาสายตามองไม่ชัดและตาพร่า แต่ในกรณีรุนแรง เร่งด่วน หรือพบร่วมกับอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบประสาท อื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์ ซึ่งอาการที่พบร่วมกับปัญหาสายตาพร่ามัว ได้แก่

  • อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง

  • หมดสติ อ่อนแรง ขาแขนชา

  • การมองเห็นผิดปกติ มุมมองแคบลง หรือ เห็นด้านเดียวของภาพ ปกติ 

  • ทรงตัวไม่ได้และพูดอ้อแอไม่เป็นคำ

การวินิจฉัยอาการสายตาพร่ามัว

การวินิจฉัยปัญหาสายตาพร่ามัวต้องดำเนินการโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย ซึ่งวิธีการวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ โดยแนวทางในการวินิจฉัยหลักๆ มีดังนี้

1. การตรวจสอบสายตา

เป็นการตรวจสอบค่าสายตาจากปัญหาสายตาพร่ามัวเกิดจากความผิดปกติของค่าสายตา เพื่อประเมินค่าสายตาโดยรวม ซึ่งนอกจากจักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์วัดค่าสายตาว่าสั้น ยาว หรือเอียงแล้ว ยังมีการทดสอบการมองสี การทดสอบลานสายตา และการให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาพร่ามัวอ่านแผ่นวัดความสามารถในการมองเห็นระยะไกลผ่าน Snellen chart

2. การตรวจวัดความดันลูกตา

เป็นการตรวจค่าความสมดุลของระดับของเหลวและการระบายของเหลวในดวงตา เพื่อประเมินระดับปัญหาสายตาพร่ามัวและภาวะโรคตาต่างๆ ที่ทำให้สายตาพร่ามัว โดยเฉพาะโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน และต้อลม

3. การตรวจดวงตาด้วย Slit-lamp

เป็นการตรวจดวงตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ เพื่อดูลักษณะต่างๆ ของดวงตา ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนังรอบดวงตา เปลือกตา ขนตา ลูกตา กระจกตา ม่านตา และเลนส์ตา เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติของดวงตาและประเมินอาการสายตาพร่ามัวได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

4. การตรวจเลือด

เป็นตรวจภาวะต่างๆ ในเลือด เพื่อนำไปการประเมินปัญหาสายตาพร่ามัวเกิดจากโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ส่งผลให้สายตามองไม่ชัด อย่างการตรวจเลือดเพื่อประเมินโรคเบาหวาน โรคไมเกรน หรือระดับการติดเชื้อจากภาวะไซนัสอักเสบ


วิธีการรักษาอาการตาพร่ามัว

วิธีการรักษาอาการตาพร่ามัว

สำหรับการรักษาอาการสายตาพร่ามัว จักษุแพทย์จะดำเนินการหลังจากประเมินแล้วว่าสายตาพร่ามัวเกิดจากปัญหาใด เพราะการรักษามีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะเหมาะกับสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้

การใช้น้ำตาเทียม

การหยอดน้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับดวงตา ช่วยลดการระคายเคือง เหมาะกับคนที่มีปัญหาตาแห้งจนสายตาพร่ามัว ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดดวงตาหรือการทำเลสิกมา เนื่องจากน้ำตาเทียมมีส่วนผสมของสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับดวงตาอย่าง carboxymethylcellulose,  hydroxyethyl cellulose หรือ hydroxypropyl methylcellulose เป็นต้น

การผ่าตัดแก้ไขอาการตาพร่ามัว

การผ่าตัดเป็นการรักษาสายตาพร่ามัวเกิดจากโรคทางตาหรือเปลือกตา อย่างโรคต้อ เปลือกตาหย่อนคล้อย และภาวะกล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรง ซึ่งนอกจากจะเป็นการรักษาภาวะโรคที่เป็นแล้ว ยังช่วยปรับทัศนวิสัยในการมองเห็น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง จึงต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด


การป้องกันและบำรุงรักษาให้มีสุขภาพสายตาที่ดี

การป้องกันและบำรุงรักษาให้มีสุขภาพสายตาที่ดี

ถึงแม้ว่าปัญหาสายตาพร่ามัวสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยา บริหารสายตา และการผ่าตัด แต่ก็ควรชะลออาการสายตาพร่ามัวได้ด้วยการป้องกันและบำรุงดวงตา ดังนี้

  • พยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดจ้าหรืออยู่ในบริเวณที่มีแสงจ้า แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่แว่นตากันแดดหรืออุปกรณ์ป้องกันดวงตา

  • ขณะใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต ควรใส่แว่นตากรองแสงสีฟ้า

  • ควรตรวจสอบค่าสายตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เลือกคลินิกศัลยกรรมแก้ตาพร่ามัวอย่างไรให้ปลอดภัย

ปัญหาหนังตาอ่อนแรง และหนังตาหย่อนคล้อย ปล่อยเอาไว้อาจส่งผลกระทบมากมายกับการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นไม่ชัด สายตาพร่ามัว ไปจนถึงอาการสายตาเอียง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อบุคลิกภายอีกด้วย เพราะผู้ที่มีปัญหานี้มักจะมีใบหน้าที่ดูเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา ต้องเลิกคิ้ว หรือเงยหน้ามองอยู่บ่อยๆ

หากผู้ที่มีปัญหาหนังตาอ่อนแรง และหนังตาหย่อนคล้อย ตัดสินใจอยากรักษาด้วยการทำศัลยกรรมเปลือกตาแก้ปัญหาสายตาพร่ามัว ควรพิจารณาเลือกคลินิกที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้


  • เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐานกระทรวงสาธารณะสุข

  • เลือกคลินิกที่ดำเนินการรักษาโดยจักษุแพทย์ตกแต่ง ซึ่งมีประสบการณ์และกรรมวิธีผ่าตัดแก้ไขที่ตรงจุดมากกว่าจักษุแพทย์ทั่วไป

  • ทางคลินิกจากรีวิวที่น่าเชื่อถือ โดยในรีวิวควรมีภาพกรรมวิธีการรักษาและผลลัพธ์ที่ชัดเจน

  • ควรเลือกคลินิกที่มีการดูแลทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดศัลยกรรม


ทำไมต้องทำศัลยกรรมแก้ตาพร่ามัวที่ เศาณานนท์คลินิก

ทำไมต้องทำศัลยกรรมแก้ตาพร่ามัวที่ เศาณานนท์คลินิก 

หากจะทำการศัลยกรรมแก้ปัญหาหนังตาอ่อนแรง หย่อนคล้อยทั้งที ต้องทำที่เศาณานนท์คลินิก (Saonanon) เพราะเป็นคลินิกที่มีมาตรฐานความปลอดภัยตามกระทรวงสาธารณสุข มีความน่าเชื่อ และมีจักษุแพทย์ที่มีความชำนาญด้านการศัลยกรรมตกแต่งดวงตาโดยตรง เพื่อแก้ปัญหาตาพร่ามัวได้อย่างตรงจุด มีบริการดูแลหลังการผ่าตัด อีกทั้งยังมีรีวิวศัลยกรรมตาอย่างชัดเจนให้ได้เลือกพิจารณากันอีกด้วย

รีวิวการศัลยกรรมแก้อาการตาพร่ามัว


รีวิวการศัลยกรรมแก้อาการตาพร่ามัว

สรุป

โดยสรุปแล้วปัญหาสายตาพร่ามัว เป็นอาการที่สายตามองเห็นได้ไม่ชัด มีอาการภาพเบลออยู่ตลอดเวลา โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาของค่าสายตา โรคทางตา และภาวะอื่นๆ รวมไปถึงปัญหาหนังตาอ่อนแรง และหย่อนคล้อย จนทำให้บดบังวิสัยทัศน์การมองเห็น การแก้ไขปัญหาสายตาพร่ามัวทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำตาเทียม การผ่าตัดแก้ไขอาการตาพร่ามัว ไปจนถึงการทำศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาหย่อนคล้อย เพื่อให้การมองเห็นกลับมาชัดตามปกติ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการตาพร่ามัว (FAQ)

เมื่อได้รู้จักกับปัญหาตาพร่ามัวกันไปแล้ว บทความนี้ยังได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับอาการตาพร่ามัว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. สายตามองไม่ชัด เกิดจากอะไรบ้าง

สายตาพร่ามัวเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของค่าสายตา โรคที่เกี่ยวข้องทางสายตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น และภาวะอื่นที่ส่งผลทำให้สายตามองไม่ชัด

2. อาการตาพร่ามัวที่ควรเข้าพบแพทย์เป็นอย่างไร

เมื่อมีอาการสายตาพร่ามัวร่วมกับภาวะโรคอื่นๆ ที่เสี่ยงอันตราย เช่นปวดหัวรุนแรง รู้สึกอ่อนแรง แขนขาชา ตาขาวมีสีแดง เลนส์ตาขาวขุ่น ทรงตัวไม่ได้ พูดไม่เป็นคำ เป็นต้น

3. สังเกตตัวอย่างว่ามีอาการตามัวได้อย่างไรบ้าง

สำหรับอาการสายตาพร่ามัวที่สามารถสังเกตง่ายๆ คือ ค่าสายตาเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพมองเห็นลดลง ตาสู้แสงไม่ได้ มองไม่เห็นในเวลากลางคืน ระคายเคืองตา ตาขาวเห็นเส้นเลือดฝอย ปวดศีรษะ รวมไปถึงอาการหน้าเบี้ยว

4. ตาพร่ามัวอาจนำไปสู่โรคร้าย ได้หรือไม่

ปัญหาสายตาพร่ามัวเบื้องต้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ในกรณีที่มีสาเหตุจาโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน หรือกลุ่มโรคต้อ อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้



ดู 392 ครั้ง0 ความคิดเห็น
bottom of page